รวม 11 พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่คนรอบตัวแอบเหนื่อยใจ ตั้งแต่บนรถไฟฟ้า โรงหนัง ไปจนถึงโต๊ะอาหาร พร้อมทริกเลิกนิสัยแบบไม่ต้องฝืนใจ
ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือแทบจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกาย ไปไหนมาไหนก็ต้องติดมือไว้ตลอด แต่ความสะดวกนี้ก็มาพร้อมนิสัยเล็ก ๆ ที่หลายคนทำจนเคยชิน โดยไม่รู้เลยว่าคนรอบข้างกำลังกลอกตาอยู่เงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงคลิปที่ดังลั่นทั้งตู้รถไฟฟ้า หรือเพื่อนที่นั่งตรงหน้าแต่ใจลอยไปอยู่ในจอ
บางข้ออาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าเจอบ่อย ๆ ก็ทำให้ภาพลักษณ์พังได้ไม่ยาก และบางข้อก็มีผลสำรวจที่ยืนยันว่าคนรำคาญกันจริง วันนี้เราจึงรวบรวมพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่คนรอบตัวแอบเหนื่อยใจ 11 ข้อ แบ่งเป็นในที่สาธารณะและเวลาอยู่กับคนอื่น พร้อมทริกเลิกนิสัยแบบไม่ต้องฝืนใจมาฝากกัน ลองเช็กดูว่าคุณเผลอทำข้อไหนอยู่บ้าง เพราะบางทีคนที่กำลังโดนมองแรงอาจไม่ใช่ใครอื่น
พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ทำให้คนรอบข้างมองแรง
เริ่มจากโซนที่เจอบ่อยที่สุดอย่างรถไฟฟ้า รถเมล์ ร้านกาแฟ และโรงหนัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกคนต้องแชร์กัน แต่บางคนก็เหมือนลืมไปว่าตัวเองไม่ได้นั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเอง
1. เปิดลำโพงดูคลิปหรือฟังเพลงโดยไม่ใส่หูฟัง
เสียงคลิปตลก เสียงซีรีส์ หรือเพลงแดนซ์ที่ดังออกมาจากลำโพงมือถือกลางตู้รถไฟฟ้า ทำให้ผู้โดยสารทั้งตู้กลายเป็นผู้ชมจำเป็นโดยไม่ได้สมัครใจ ส่วนวิธีแก้ง่ายมาก แค่พกหูฟังติดกระเป๋า หรือถ้าลืมจริง ๆ ก็เปิดซับไตเติลดูแบบปิดเสียงไปก่อน
2. คุยโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลแบบเปิดลำโพงให้ได้ยินทั้งป้ายรถเมล์
บางคนคุยโทรศัพท์ในที่สาธารณะเหมือนกำลังจัดรายการวิทยุ เปิดลำโพงให้คนรอบตัวได้ยินครบทั้งสองฝั่ง ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน ไปจนถึงดราม่าในครอบครัว จนคนแปลกหน้ารู้เรื่องหนี้บัตรเครดิตของคุณก่อนเพื่อนสนิทเสียอีก ถ้าจำเป็นต้องคุยจริง ๆ ให้แนบโทรศัพท์กับหูหรือใช้หูฟัง ลดเสียงลง และเก็บเรื่องส่วนตัวไว้คุยตอนถึงที่หมาย นอกจากไม่รบกวนคนอื่นแล้ว ยังไม่ต้องเสี่ยงให้ข้อมูลส่วนตัวหลุดด้วย
3. เดินก้มหน้าจ้องจอ แล้วหยุดกึกกลางทางเดิน
สายเดินไปไถไปมักเดินช้าบ้างเร็วบ้าง เลี้ยวซ้ายขวาแบบไม่บอกล่วงหน้า และชอบหยุดกึกกลางทางเดินหรือหัวบันไดเลื่อนเพื่อพิมพ์ตอบแชต ทำให้คนข้างหลังต้องเบรกตัวโก่ง นอกจากจะขวางทางคนอื่นแล้ว ยังเสี่ยงเดินชนคน พลาดขั้นบันได หรือเดินข้ามถนนโดยไม่ทันเห็นรถด้วย ถ้าต้องใช้มือถือจริง ๆ ให้หลบเข้าข้างทางก่อนแล้วค่อยหยิบขึ้นมา และอย่าก้มดูจอตอนข้ามถนนเด็ดขาด
4. เปิดเสียงและเปิดจอสว่างจ้าในที่ที่ควรเงียบ
โรงหนัง ห้องประชุม หรืองานพิธีต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่ควรเงียบ แต่ก็ยังมีเสียงริงโทนดังขึ้นมาตอนฉากสำคัญ หรือมีแสงจอมือถือสว่างวาบเหมือนไฟฉายกลางโรงมืด ๆ คนที่นั่งข้าง ๆ จะถูกแสงจอดึงสายตาจนดูหนังไม่รู้เรื่อง ก่อนเข้าพื้นที่แบบนี้ให้เปิดโหมดเงียบหรือโหมดห้ามรบกวน และถ้ามีเรื่องด่วนจริง ๆ ให้เดินออกไปคุยข้างนอก
5. ชูมือถือถ่ายคอนเสิร์ตตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย
ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักเพลงสองเพลงคงไม่มีใครว่า แต่การชูมือถือสูงเหนือหัวตลอดทั้งโชว์ ทำให้คนข้างหลังต้องดูศิลปินผ่านจอมือถือของคุณแทนเวทีจริง ซื้อบัตรมาแพง ๆ ก็เหมือนได้ดูคลิปที่คนอื่นถ่ายสดให้ดู ลองถ่ายเฉพาะช่วงที่ชอบจริง ๆ ถือมือถือให้อยู่ระดับอกไม่บังคนอื่น แล้วเก็บมือถือมาดูโชว์ด้วยตาตัวเองบ้าง เพราะความทรงจำแบบนี้บางทีก็ชัดกว่าคลิปที่สั่นทั้งคลิปเสียอีก
6. ถ่ายรูปหรือไลฟ์ติดคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต
การถ่ายคลิปลงโซเชียลหรือไลฟ์สดในที่สาธารณะ บางครั้งก็ติดหน้าคนแปลกหน้าที่ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงรับเชิญ ยิ่งถ้าเป็นจังหวะที่เขาเผลอ กำลังกินข้าว หรืออยู่ในสภาพไม่พร้อม ก็อาจกลายเป็นเรื่องอับอายที่ถูกแชร์ต่อไม่รู้จบ ก่อนโพสต์ควรขออนุญาตหรือเบลอหน้าคนที่ไม่เกี่ยวข้องทุกครั้ง โดยเฉพาะเด็ก เพราะนอกจากเป็นเรื่องมารยาทแล้ว ยังอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นได้ด้วย
นิสัยติดจอเวลาอยู่กับคนอื่น ตัวอยู่ตรงนี้แต่ใจอยู่ในมือถือ
ต่อให้ไม่ได้ส่งเสียงดังรบกวนใคร แต่การใช้มือถือผิดจังหวะเวลาอยู่กับเพื่อน แฟน หรือครอบครัว ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนเป็นแค่ฉากหลังได้เหมือนกัน หลายข้อในกลุ่มนี้คนทำมักไม่ทันรู้ตัว เพราะคิดว่าแค่เหลือบดูแป๊บเดียวไม่เห็นจะเป็นอะไร
7. ก้มเล่นมือถือตอนคนตรงหน้ากำลังพูด
พฤติกรรมเมินคนตรงหน้าเพราะมัวสนใจมือถือ เช่น ถือมือถือค้างไว้ในมือตลอด แอบเหลือบดูจอระหว่างที่อีกฝ่ายพูด หรือหยิบขึ้นมาไถทันทีที่บทสนทนาเงียบไปสักครู่ คนที่ถูกเมินจะรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับกำแพงที่พยักหน้าได้
เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้สามารถสะสมจนกลายเป็นปัญหาได้จริงโดยเฉพาะคนที่มีคู่รัก ทางแก้ง่ายที่สุดคือคว่ำมือถือหรือเก็บใส่กระเป๋าตอนคุยกัน แล้วสบตาคนตรงหน้าแทน
8. ให้ทั้งโต๊ะรอจนกว่ากล้องจะกินก่อน
อาหารมาเสิร์ฟปุ๊บ ห้ามใครแตะจนกว่าจะถ่ายรูปครบทุกมุม ทั้งมุมท็อปวิว ซูมเนื้อชีส และอัดคลิปตอนดึงเส้น กว่าจะได้กินจริงอาหารร้อน ๆ ก็เย็นชืด ส่วนเพื่อนที่หิวจนท้องร้องก็ได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ ถ่ายได้ไม่ผิด แต่ควรกระชับเวลาให้จบในไม่กี่วินาที หรือบอกคนอื่นให้เริ่มกินก่อนได้เลย อย่าลืมว่าเมนูนี้เขาทำมาให้คนกิน ไม่ได้ทำมาให้ฟีดกินอย่างเดียว
9. แอบส่องจอมือถือคนข้าง ๆ
บนรถไฟฟ้าหรือเวลานั่งติดกัน บางคนเผลอปรายตามองจอคนอื่นจนกลายเป็นอ่านแชตตามไปทีละบรรทัด คนที่ถูกส่องจะรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกค้นกระเป๋าด้วยสายตา จนต้องเอียงจอหนีหรือปิดแชตไปเล่นอย่างอื่นแทน ถ้าเผลอเห็นโดยไม่ตั้งใจก็แค่หันกลับมาสนใจเรื่องของตัวเอง และอย่าเอาสิ่งที่เห็นไปพูดต่อเด็ดขาด ส่วนคนที่ไม่อยากถูกส่อง ก็ใช้ฟิล์มกันเผือกหรือลดความสว่างหน้าจอช่วยได้
10. ขอดูรูปเดียว แต่ปัดดูทั้งแกลเลอรี
เพื่อนยื่นมือถือมาให้ดูรูปแมวที่บ้านแค่รูปเดียว แต่นิ้วก็เผลอปัดซ้ายปัดขวาไปเรื่อย ๆ จนเจอรูปแคปหน้าจอ เซลฟีที่ถ่ายไม่ผ่าน หรือรูปเอกสารส่วนตัว เป็นการล้ำเส้นที่คนทำอาจไม่คิดอะไร แต่เจ้าของมือถือใจหายวาบไปแล้ว มารยาทง่าย ๆ คือดูเฉพาะรูปที่เขาตั้งใจให้ดูแล้วยื่นคืน ส่วนเจ้าของมือถือก็เลือกส่งรูปผ่านแชตแทนการยื่นให้ทั้งเครื่องก็ได้
11. เปิดเสียงแป้นพิมพ์และเสียงแจ้งเตือนดังทั้งวัน
เสียงกดแป้นพิมพ์ดังติ๊ก ๆ ทุกตัวอักษร บวกเสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มแชตที่เด้งไม่หยุด อาจไม่รู้สึกอะไรสำหรับเจ้าของเครื่อง แต่สำหรับคนที่นั่งทำงานหรือนั่งรถข้าง ๆ มันคือเสียงประกอบที่ไม่มีปุ่มปิด ยิ่งถ้าอยู่ในห้องประชุมหรือห้องเรียน ก็ยิ่งเรียกสายตาได้ทั้งห้อง ทางแก้คือปิดเสียงแป้นพิมพ์ในหน้าตั้งค่า ปิดเสียงกลุ่มแชตที่ไม่สำคัญ แล้วใช้แค่การสั่นแทน
สรุปแล้ว นิสัยการใช้มือถือที่คนรอบข้างไม่ปลื้ม ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่ดี แต่มาจากความเคยชินและการลืมนึกถึงคนอื่นเพียงไม่กี่วินาที หลักง่าย ๆ คือ ถ้าเสียง แสง หรือสิ่งที่เราทำผ่านมือถือกำลังล้ำเข้าไปในพื้นที่ของคนอื่น ก็ถึงเวลาลดลงสักหน่อย ส่วนเวลาอยู่กับคนสำคัญ การวางมือถือลงแล้วสบตากันจริง ๆ ก็เป็นมารยาทที่ไม่ต้องลงทุนสักบาท ที่สำคัญกว่าความรำคาญคือการใช้มือถือระหว่างขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและผิดกฎหมายจราจรหากไม่ได้ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา ข้อนี้ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของทุกคนบนถนน จึงควรเลิกให้เด็ดขาด
บทความเรื่องน่ารู้อื่น ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : numberbarn.com, baylor.edu






