พาย้อนดูวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ จากรุ่นกระดูกหมาที่ใช้โทร. ได้อย่างเดียวสู่ยุคมือถือ AI หน้าจอพับได้ ทำไมมือถือถึงเล็กลงก่อนจะกลับมาจอใหญ่ มาหาคำตอบกัน
ภาพจาก : shutterstoc.com / ARNIK PRATAMA
กว่ามาเป็นโทรศัพท์มือถือที่เราทุกคนใช้กันในวันนี้นั้น หากย้อนกลับไปยุคแรก ๆ มือถือเคยมีตัวเครื่องเครื่องที่ทั้งใหญ่และหนัก แถมยังทำได้แค่โทร. เข้า-รับสายเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์ที่ถ่ายรูปสวย เล่นเกม ดูหนัง ทำงาน และเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้ตลอดเวลา ซึ่งที่น่าสนใจคือความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแค่ในเรื่องสเปกหรือระบบเครือข่ายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านดีไซน์ของตัวเครื่องที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตั้งแต่ปุ่มกดและหน้าจอเล็ก ๆ ไปจนถึงจอใหญ่ไร้ขอบและมือถือจอพับในปัจจุบัน โดยในบทความนี้จะพาทุกคนไปไล่ดูเส้นทางวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือในช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้เห็นกันชัด ๆ ว่ามันได้เปลี่ยนโลกและเปลี่ยนชีวิตของเรามาอย่างไรบ้าง
วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ
1. ยุคบุกเบิก กับมือถือกระดูกหมา
ช่วงแรกมือถือยังเป็นของสำหรับคนมีรถหรือคนที่ทำงานเฉพาะทางมากกว่ากลุ่มคนทั่วไป โดยมีจุดเด่นคือใช้โทร. ได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังไม่มีแนวคิดเรื่องแอปฯ หรือฟีเจอร์เสริมใด ๆ แบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่นาน และเครือข่ายยังสัญญาณอนาล็อก 1G ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างจำกัดมาก โดยโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกที่สามารถพกพาได้อย่าง Motorola DynaTAC 8000X ที่กำเนิดในยุค 1980s ที่คนเรียกกันติดปากว่ารุ่นกระดูกหมาหรือรุ่นกระติกน้ำนั้น จะมีขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่ มีความสูงถึงประมาณ 10 นิ้ว และน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ก็ยังมี Ericsson Hotline Combi 450 กับ Dancall 7060 ที่เป็นโทรศัพท์มือถือแบบกระเป๋าหิ้ว ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 1-5 กิโลกรัมเลยทีเดียว
2. ยุคดิจิทัล ที่มือถือเริ่มแพร่หลาย
1990s คือยุคที่มือถือเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเป็นการเริ่มเข้าสู่ระบบดิจิทัลบนเครือข่าย 2G ทำให้คุณภาพการโทรดีขึ้นและเปิดทางให้บริการใหม่ ๆ อย่างเช่นการส่งข้อความ SMS ที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งโลก จากเดิมต้องโทร. อย่างเดียว กลายเป็นส่งข้อความคุยกันได้ตลอดวัน ส่วนดีไซน์ของโทรศัพท์มือถือในยุคนี้จะเริ่มมีขนาดเครื่องที่เล็กลง สามารถพกพาได้สะดวก และมีดีไซน์หลากหลายรูปทรงให้เลือก
3. ยุคฟีเจอร์โฟน จอสี มีกล้อง
เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงปี 2000s โทรศัพท์มือถือก็เริ่มทำได้หลายอย่างมากขึ้น ตั้งแต่การมีหน้าจอสี โหลดริงโทน ฟังเพลง เล่นเกมในเครื่อง โดยเฉพาะการมีกล้องถ่ายรูปในตัว รวมทั้งสามารถส่งแชร์ไฟล์ผ่านอินฟราเรดหรือบลูทูธให้กันได้สะดวก รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีอย่าง GPRS และ EDGE ได้ พร้อมทั้งดีไซน์ตัวเครื่องที่มีขนาดกะทัดรัดรวมถึงมีรุ่นที่ดีไซน์แปลกแหวกแนวออกมามากมาย ถือเป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มมีชีวิตประจำวันที่ผูกกับมือถือมากขึ้น
4. ยุคแห่ง BB (BlackBerry)
ในช่วงกลางยุค 2000s ก่อนสมาร์ตโฟนจอสัมผัสจะครองโลก มีช่วงหนึ่งที่มือถือสำหรับคนทำงานมาแรงมาก ด้วยการมาพร้อมแป้นคีย์บอร์ดแบบ QWERTY ที่ทำให้การพิมพ์ง่ายขึ้นมา อีกทั้งรองรับการใช้งานแอปฯ ต่าง ๆ ทั้งอีเมล ปฏิทิน เอกสาร และแชต และเริ่มรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ Wi-Fi ซึ่งนอกจากในหมู่คนทำงานแล้ว วัยรุ่นในยุคนั้นยังนิยมซื้อมาใช้แชตคุยกับแก๊งเพื่อนกันอีกด้วย
5. ยุคสมาร์ตโฟน จอสัมผัสเต็มรูปแบบ
นี่คือยุคที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นมาตรฐานหลัก โดยมี iPhone ที่เปิดตัวในปี 2007 เป็นตัวบุกเบิก จากมือถือที่มีปุ่มเยอะ ๆ กลายเป็นหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และการมาของเครือข่าย 3G ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตสะดวกรวดเร็วขึ้น และแอปพลิเคชันได้กลายเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์ ตั้งแต่โซเชียล แผนที่ ถ่ายรูป จนถึงเกมมือถือ เรียกได้ว่าโทรศัพท์เริ่มเป็นคอมพิวเตอร์พกพาอย่างแท้จริง
6. ยุคจอใหญ่ไร้ขอบ หลายกล้อง
โทรศัพท์มือถือช่วงตั้งแต่กลางยุค 2010s จะเริ่มมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นและขอบบางลงเรื่อย ๆ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น โดยเหลือเพียงรอยบากหรือรูเจาะสำหรับซ่อนกล้องหน้า รวมทั้งกล้องหลังที่มีจำนวนเลนส์มากขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการถ่ายรูปให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าต้องแลกกับขนาดของตัวเครื่องที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย บวกกับการมาของเทคโนโลยี 4G ที่ทำให้การใช้ชีวิตในโลกออนไลน์บนมือถือรวดเร็วและลื่นไหลกว่าเดิม
7. ยุคมือถือ AI กับหน้าจอพับได้
ล่าสุดยุคปัจจุบันกับเทคโนโลยี 5G ที่นอกจากจะยกระดับในเรื่องของความเร็วอินเทอร์เน็ตแล้ว ด้านดีไซน์และฟีเจอร์ของโทรศัพท์มือถือก็มีพัฒนาให้ก้าวล้ำมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะฟีเจอร์ AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ตั้งแต่การสรุปข้อความ แปลภาษา แต่งภาพ ไปจนถึงช่วยทำงานแบบผู้ช่วยส่วนตัว อีกทั้งยังมีมือถือประเภทหน้าจอพับได้ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมีข้อดีคือเมื่อกางออกมาจะมีหน้าจอใหญ่คล้ายแท็บเล็ตขนาดย่อม ๆ แถมยังพับเก็บพกพาได้สะดวก แต่เนื่องจากยังมีราคาค่อนข้างสูงจึงยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายเท่ามือถือแบบจอปกติ
หากมองภาพรวมแล้ว วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือก็คือการเดินทางจากเครื่องโทรศัพท์พกพาขนาดใหญ่ ที่ถูกทำให้มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนพกพาได้สะดวก และสามารถใช้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าการโทรศัพท์ มาจนถึงการใช้หน้าสัมผัสแทนปุ่มกด สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างไม่มีสะดุด ก่อนที่จะถูกพัฒนาให้มีหน้าจอขนาดใหญ่ชัดเต็มตา พร้อมฟีเจอร์ AI ที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทุกคนในยุคนี้นั่นเอง





