พลังของการไม่มีอะไรจะเสีย OpenClaw Thailand น้องกุ้ง เดอะซีรีส์

          OpenClaw คือพลังของคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย เร็วกว่า กล้ากว่า และฟังผู้ใช้มากกว่ายักษ์ใหญ่ 
          บางครั้งสิ่งที่สั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยี ไม่ได้เริ่มจากบริษัทพันล้านหรือห้องประชุมหรู แต่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ในครัวว่า “ทำไมยังไม่มีใครทำแบบนี้ ?” จากความขี้เกียจเดินไปเช็กงานบนหน้าจอ กลายเป็นไอเดียเชื่อม AI เข้ากับแชท และพัฒนาเป็น OpenClaw Thailand น้องกุ้ง เดอะซีรีส์ โปรเจกต์โอเพนซอร์สที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะมันไม่ได้ชนะด้วยทรัพยากรที่มากกว่า แต่ชนะด้วยความเร็ว ความกล้า และการฟังผู้ใช้จริง ๆ วันนี้ไปทำความรู้จักกับ “น้องกุ้งจากอวกาศ” ตัวนี้กันให้ลึกขึ้น ว่าทำไมมันถึงเขย่าวงการได้ขนาดนี้
OpenClaw Thailand น้องกุ้ง เดอะซีรีส์

พลังของการไม่มีอะไรจะเสีย OpenClaw Thailand น้องกุ้ง เดอะซีรีส์ ตอนที่ 7

          ไม่ได้ชนะเพราะเทคโนโลยีล้ำกว่า แต่มันชนะเพราะตอบสนองเร็วกว่า กล้ากว่า และฟังผู้ใช้มากกว่า น้องกุ้งจากอวกาศตัวนี้ จึงไม่ได้เกิดจากบริษัทพันล้าน แต่มาจากคนคนเดียว ที่ยืนอยู่ในครัว แล้วตั้งคำถามง่าย ๆ ขึ้นมา

          “ทำไมถึงยังไม่มีใครทำแบบนี้ ?” The claw is the law. เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ขณะที่ Peter Steinberger กำลังวุ่นอยู่ในครัว เขาเกิดคำถามง่าย ๆ ขึ้นมาในหัว

          "งานที่สั่งให้ AI ทำบนคอมพิวเตอร์ ทำเสร็จหรือยังนะ ?" เขาไม่อยากเดินไปเปิดจอเช็กเอง และก็คิดต่อว่า ทำไมไม่มีใครทำโปรแกรมที่แจ้งเตือนผ่านมือถือได้เลย ?

          คำถามเล็ก ๆ ในครัว ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่สั่นสะเทือนวงการ ปีเตอร์เริ่มใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เชื่อมต่อ WhatsApp ให้คุยกับ Claude Code จากของเล่นเล็ก ๆ วันนั้น กลายเป็น OpenClaw โครงการโอเพนซอร์สที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้แต่ Mark Zuckerberg แห่ง Meta และ Sam Altman แห่ง OpenAI ต้องเข้ามาทาบทาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง “หนึ่งเดือน”

พ่อหนุ่มกล้ามปู ผู้สร้างน้องกุ้งล็อบสเตอร์

          ภาพที่หลายคนจำได้ คือปีเตอร์นั่งเขียนโค้ดบนหน้าคอม 4 จอ ที่เขาลงไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนก็ขุดภาพเขาในร่างนักกีฬากล้ามแน่น ภาพลักษณ์ “โปรแกรมเมอร์” แบบเดิม ๆ ถูกท้าทายโดยตัวเขาเอง

          กิจวัตรของเขาเรียบง่ายแต่ดุดัน

          05:00 น. ตื่นมาคุยกับคอมมูนิตี้ ดูว่าผู้ใช้อยากได้อะไร
          06:00 น. เริ่มเขียนโค้ด สั่งงานเอไอ
          เที่ยง ปล่อยเวอร์ชันใหม่

          แม้แต่ตอนกินข้าวกับเพื่อน เขายังอดหยิบมือถือมาเช็กไม่ได้ ว่ามันทำงานถึงไหนแล้ว เขาเรียกมันว่า “Ambient Programming” เขียนโปรแกรมตามฟีล ตามบรรยากาศของสถานที่ และเขาเคยยอมรับตรง ๆ บนโซเชียลว่า “ผมไม่เคยอ่านโค้ดของโปรแกรมที่ผมปล่อยเลย” ให้ AI เขียน ให้ AI ตรวจ เขาแค่ดูว่ามันทำงานไหม ถ้าใช่ ก็รีลีส

ปีเตอร์ไม่ใช่นักพัฒนาโนเนม

          เขาเคยก่อตั้ง PSPDFKit PDF framework ที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์กว่า 1 พันล้านเครื่องทั่วโลก ขายกิจการ ได้เงินไป 200 ล้านยูโร พักไปใช้ชีวิต 3 ปี เดินทาง เที่ยว เขากลับมาในยุค AI ด้วยคำถามตั้งต้นที่ง่ายมาก

          "จะสร้างผู้ช่วย AI ที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ระยะไกลผ่านแชทได้ไหม ?"

          โปรเจกต์นี้ในตอนแรกชื่อ “Clawdbot” เพราะเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Claude จาก Anthropic ตอนแรกเขาคิดว่า มันก็แค่ของเล่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้เขาเริ่มตกใจ

AI ที่หาทางแก้ไขปัญหาเอง

          ครั้งหนึ่งที่โมร็อกโก เขาส่งข้อความเสียงเข้าไปหา AI ทั้งที่ระบบไม่เคยถูกสอนให้รองรับเสียง สิ่งที่ AI ทำเองคือ

  • ตรวจพบไฟล์ไม่มีนามสกุลที่รู้จัก
  • เช็ก header ของไฟล์
  • ใช้ FFmpeg แปลงไฟล์
  • พยายามเรียก Whisper พบว่าต้องใช้ API Key
  • ดึง OpenAI API key ในเครื่อง
  • ใช้ curl ส่งไฟล์ไปถอดเสียง
  • ส่งผลลัพธ์กลับมา


          ไม่มีใครสอน มัน “หาทางเอง”

          อีกครั้งหนึ่ง มีคนโพสต์บั๊กบน X ปีเตอร์แค่ส่งภาพให้ AI แล้วออกไปเที่ยว
 

  • AI อ่านทวีต
  • หาโค้ดใน Git repo
  • แก้บั๊ก
  • commit
  • deploy
  • แล้วตอบกลับผู้ใช้บน X "แก้ไขเสร็จแล้วนะ"

          ทั้งหมดนี้ โดยที่เขาไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์เลย

          พลังที่มาก มาพร้อมความเสี่ยงที่มาก แต่การให้ AI มีสิทธิ์เต็มระบบ ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันอ่านไฟล์ได้ รันคำสั่ง shell ได้ เปิดเว็บได้ ช่วงแรกมีเสียงเตือนมากมาย แม้ OpenClaw จะอุดช่องโหว่ไปมากแล้ว แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่

เหมือนฝันร้าย…ถูกเตือนให้เปลี่ยนชื่อ

          วันหนึ่ง Anthropic แจ้งเขามาดี ๆ ว่าชื่อ “Clawdbot” คล้าย Claude เกินไป ขอให้เปลี่ยนชื่อทันที

          การรีแบรนด์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทั้งโค้ด เอกสาร โซเชียล ยังมี Crypto scammers ฉวยโอกาสหลอกคนอีก เขาท้อแทบหมดแรง จาก Clawdbot เปลี่ยนเป็น Moltbot ก่อนจะมาลงตัวที่ชื่อ OpenClaw

สงครามแย่งชิงตัว

          Mark Zuckerberg ได้ทดลองใช้เอง แล้วส่งข้อความมาว่า “This is amazing !” ทั้งเขาและ CTO ลงมือเขียนโค้ดด้วย OpenClaw แล้วให้ฟีดแบ็กตรงถึงปีเตอร์ แต่ท้ายที่สุด OpenAI ดึงดูดใจกว่า ด้วย infrastructure ระดับโลก พลังคอมพิวเตอร์มหาศาลและความเร็วในการเข้าถึงโมเดลรุ่นใหม่

          "การตัดสินใจนี้ไม่ง่าย" ปีเตอร์บอกตามตรง แต่ปีเตอร์มีเงื่อนไขเดียว “The project must remain open-source.” ต้องเปิดให้คนนำใช้และพัฒนาต่อยอดได้ฟรี เหมือนเดิม และสุดท้าย OpenAI ตอบรับเงื่อนนี้ ยอมตั้งมูลนิธิดูแล OpenClaw เพื่อให้ปีเตอร์ได้ไปทำงานด้วย

โปรแกรมแค่นี้ ใคร ๆ ก็ทำได้ ?

          คำถามนี้มีคนสงสัยกันมาก บริษัทเอไอมีตั้งมากมาย ทำไมถึงทำไม่ได้ ? คำตอบไม่ใช่ “ทำไม่ได้” แต่คือ ไม่มีใคร “กล้าเสี่ยง” องค์กรใหญ่มีอะไรให้เสียมากเกินไป มีลูกค้าองค์กร มีผู้ถือหุ้น มีระบบเดิมที่ต้องรักษา โปรแกรมที่ให้ AI มีอำนาจมากขนาดนี้ ไม่มีทางผ่านขั้นตอนอนุมัติหลายชั้นได้ง่าย ๆ

          ในขณะที่ปีเตอร์

  • ตื่นเช้า
  • เช็กคอมมูนิตี้
  • สั่ง AI ทำงาน
  • เที่ยงปล่อยเวอร์ชัน
  • แล้วออกไปใช้ชีวิต

          OpenClaw ออกเวอร์ชันใหม่เป็นชั่วโมง บริษัทใหญ่ใช้เวลาเป็นเดือน

พลังของการไม่มีอะไรจะเสีย

          OpenClaw ไม่มีระบบเดิมให้ต้องเชื่อมต่อด้วย ไม่มีรายได้องค์กรให้ต้องเกรงใจ ไม่มีราคาหุ้นให้ต้องกลัวตก ปีเตอร์ไม่มีอะไรจะเสีย เขาทำในสิ่งที่ “ผู้ใช้” ต้องการจริง ๆ และนี่คือบทเรียนสำคัญ ความได้เปรียบไม่ใช่ทรัพยากร แต่คือการมีอิสระ

          OpenClaw ไม่ได้ชนะเพราะเทคโนโลยีล้ำกว่า แต่มันชนะเพราะตอบสนองเร็วกว่า กล้ากว่า และฟังผู้ใช้มากกว่า น้องกุ้งจากอวกาศตัวนี้ จึงไม่ได้เกิดจากบริษัทพันล้าน แต่มาจากคนคนเดียว ที่ยืนอยู่ในครัว แล้วตั้งคำถามง่าย ๆ ขึ้นมา

          “ทำไมถึงยังไม่มีใครทำแบบนี้ ?” The claw is the law.

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : OpenClaw Thailand
เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
พลังของการไม่มีอะไรจะเสีย OpenClaw Thailand น้องกุ้ง เดอะซีรีส์ อัปเดตล่าสุด 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16:51:39
TOP