นักวิจัยเผย 5 อาชีพที่ AI ทำแทนไม่ได้ พร้อมชี้ข้อได้เปรียบสำคัญที่มนุษย์ยังเหนือกว่า แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้น แต่เทคโนโลยีก็ไม่อาจแทนที่ความเป็นมนุษย์ได้ทั้งหมด
ภาพจาก : rudall30 / shutterstock.com
ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน หลัง Amazon ประกาศปลดพนักงานกว่า 14,000 ตำแหน่งจากการปรับองค์กรเข้าสู่ยุค AI และมีรายงานว่าทั่วโลกอาจมีงานถูกกระทบมากถึง 300 ล้านตำแหน่ง หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าอนาคตอาชีพของตัวเองจะไปทางไหนต่อ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้เปิดเผยว่า ไม่ใช่ทุกอาชีพที่จะเสี่ยงถูกแทนที่ ในทางกลับกัน ทศวรรษต่อจากนี้อาจเป็นยุคทองของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้
งานประเภทไหนเสี่ยงถูก AI แทนที่?
อาชีพที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ และอยู่บนกฎเกณฑ์ตายตัว เช่น งานป้อนข้อมูล งานธุรการ งานบริการลูกค้า รวมถึงงานด้านเทคโนโลยีบางประเภท ล้วนมีโอกาสถูกแทนที่ได้ง่าย เพราะสามารถเขียนเป็นอัลกอริทึมให้ AI ทำแทนได้เร็วกว่า แต่สำหรับงานที่ต้องอาศัยสัญชาตญาณ ความคิดเชิงจริยธรรม และการทำงานร่วมกับคนอื่น AI ยังเทียบมนุษย์ไม่ได้เลย
5 อาชีพที่ปลอดภัยจากการถูก AI แย่งงาน
ทีมวิจัยของ TargetJobs ได้เปิดเผย 5 กลุ่มอาชีพที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบหรือทำงานแทนได้อย่างแท้จริง ได้แก่อาชีพดังต่อไปนี้
1. สาธารณสุขและจิตวิทยา
แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้น แต่ความเข้าใจด้านอารมณ์และการให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ยังเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งมนุษย์เท่านั้น
2. การศึกษาและการฝึกอบรม
AI อาจช่วยครูได้หลายด้าน แต่การผสมผสานเทคโนโลยีกับความเข้าใจเด็กอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจนั้น ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นหลัก
3. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ไม่ว่าจะเขียนเรื่องราว ออกแบบ ทำคอนเทนต์ หรือโฆษณาก็ตาม AI ช่วยคิดไอเดียได้ แต่ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างผู้สร้างกับผู้ชมเป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ของมนุษย์เท่านั้น
4. งานช่างฝีมือและงานภาคสนาม
ช่างก่อสร้าง วิศวกร ช่างไฟฟ้า ยังคงเป็นอาชีพที่ต้องใช้การตัดสินใจเฉพาะหน้าและรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ยาก
5. งานด้านจริยธรรม กฎหมาย และนโยบาย
แม้ AI จะอยู่ในหลายอุตสาหกรรม แต่การกำกับ ดูแล และตัดสินใจด้านจริยธรรมยังคงต้องใช้มนุษย์ เพราะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูง
นักวิจัยได้ระบุว่า ข้อได้เปรียบสำคัญที่มนุษย์มีเหนือ AI ก็คือ “ความยืดหยุ่น” ทำให้คนที่สามารถผสานความรู้ด้าน AI เข้ากับทักษะมนุษย์ เช่น การสื่อสาร การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น จะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงที่สุดในอนาคต
ภาพจาก : Gohang / shutterstock.com
วิธีปรับตัวไม่ให้ถูก AI แย่งงาน
นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้แนะนำแนวทางสำหรับการพัฒนาตัวเองในยุค AI ดังนี้
-
พัฒนาทักษะ Soft Skills ให้แข็งแรงขึ้น
-
ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน ไม่ใช่คู่แข่ง
-
เรียนรู้ทักษะหลากหลายเพื่อเพิ่มโอกาสในอาชีพ
-
ลงทุนกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
-
สร้างเครือข่ายให้กว้างขึ้น
-
พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
สุดท้ายแล้ว คำตอบไม่ได้อยู่ที่การหนีหรือต่อต้าน AI แต่คือการทำงานร่วมกับมันให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั่นเองครับ






