วิธีแก้น้ำเข้าโทรศัพท์มือถือ ทำยังไงได้บ้าง ให้รอดกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม พร้อมวิธีป้องกันโทรศัพท์น้ำเข้าแบบเบื้องต้น เชื่อว่าวินาทีที่ทำโทรศัพท์เปียกน้ำหรือทำน้ำเข้าเครื่องมือถือสุดที่รัก หัวใจของหลายคนคงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแน่ ๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าฝนหรือเทศกาลสงกรานต์ ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ! แต่ช้าก่อน... อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันไป เพราะถ้าหากเรารู้วิธีรับมือที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที โอกาสที่น้องมือถือของเราจะรอดชีวิตก็มีสูงมาก วันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีรับมือเมื่อน้ำเข้าโทรศัพท์มาฝากกันแบบครบจบในที่เดียว ไปดูกันเลยว่าต้องทำยังไงบ้าง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "สติ" และความรวดเร็ว ให้รีบทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันที 1. รีบนำมือถือขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด เพราะถ้าหากยิ่งแช่น้ำนาน โอกาสที่น้ำจะซึมเข้าสู่แผงวงจรด้านในยิ่งมีสูงมากขึ้น 2. ปิดเครื่องทันที ห้ามกดเปิดเด็ดขาด 3. ถอดทุกอย่างที่ถอดได้ รีบถอดเคส ถาดใส่ซิมการ์ด เมมโมรี่การ์ด (MicroSD) และหากเป็นมือถือรุ่นที่ถอดแบตเตอรี่ได้ ให้รีบถอดออกทันที เพื่อเปิดทางให้น้ำระบายออกมาได้มากที่สุด 4. ซับน้ำให้แห้ง 5. ดูดความชื้น นำมือถือไปใส่ไว้ในถุงซิปล็อกที่เต็มไปด้วยซิลิกาเจล (ซองกันชื้น) หรือหากจำเป็นต้องฝังไว้ในถังข้าวสาร จะต้องระวังฝุ่นจากข้าวสารเข้าไปอุดตันในช่องต่าง ๆ ด้วย (แนะนำให้ห่อด้วยกระดาษทิชชู่บาง ๆ ก่อนชั้นหนึ่ง) จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง ทั้งนี้ สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ ห้ามใช้ไดร์เป่าผมลมร้อนเป่าเด็ดขาด เพราะความร้อนจะไปละลายกาวและทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายได้ หากอยากใช้ลมเป่า ให้ใช้พัดลมเป่าลมเย็นธรรมดาก็พอ 1. ใช้ซองกันน้ำหรือเคสกันน้ำ 2. หลีกเลี่ยงการใช้งานในพื้นที่เสี่ยง พยายามอย่าวางโทรศัพท์ไว้ใกล้แก้วน้ำขอบโต๊ะหรือแหล่งน้ำต่าง ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการพกมือถือเข้าไปเล่นในห้องน้ำ เพราะนอกจากเสี่ยงตกชักโครกแล้ว ไอน้ำและความชื้นในห้องน้ำยังสามารถซึมเข้าเครื่องได้ทีละนิดด้วย โดยเฉพาะในรุ่นที่ไม่มีคุณสมบัติกันน้ำ 3. เช็กสเปกกันน้ำของเครื่อง (IP Rating) โทรศัพท์มือถือสมัยใหม่มักจะมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น (เช่น IP67, IP68) ซึ่งช่วยป้องกันอุบัติเหตุน้ำหกใส่หรือตกน้ำตื้น ๆ ได้ชั่วคราว แต่ต้องจำไว้เสมอว่า "กันน้ำ ไม่ได้แปลว่ากันได้ตลอดไป" เพราะยิ่งเครื่องใช้งานมานาน ซีลยางกันน้ำต่าง ๆ ก็อาจเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา หากหลังจากพยายามทำให้แห้งแล้วเปิดเครื่องมาพบว่าหน้าจอลาย สีเพี้ยน เป็นเส้น หรือทัชสกรีนรวน อาการนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า น้ำได้ซึมเข้าไปถึงชั้นของแผงหน้าจอ หรือลุกลามไปถึงแผงวงจรหลักแล้ว ซึ่งต้องขอบอกตามตรงว่าอาการระดับนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องทำคือรีบปิดเครื่องทันที แล้วนำไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญแกะเครื่องเพื่อทำการล้างบอร์ดด้วยน้ำยาเคมีเฉพาะทาง เพื่อหยุดยั้งคราบตะกรันและสนิมที่กำลังกัดกินแผงวงจร และเตรียมใจไว้เลยว่าอาจจะต้องเปลี่ยนหน้าจอใหม่ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมโทรศัพท์น้ำเข้านั้น ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ เพราะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่น และระดับความเสียหาย แต่เราสามารถประเมินราคาคร่าว ๆ ตามอาการได้ดังนี้ 1. ค่าบริการแกะเครื่องล้างทำความสะอาดบอร์ด มักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 500 - 1,500 บาท ซึ่งหากโชคดีน้ำยังไม่ทำลายอะไหล่ชิ้นไหน ล้างบอร์ดเสร็จก็ใช้งานต่อได้เลย 2. กรณีต้องเปลี่ยนหน้าจอใหม่ ราคาจะขึ้นอยู่กับชนิดจอ หากเป็นจอ LCD ธรรมดาอาจจะอยู่ที่ 1,000 - 3,000 บาท แต่ถ้าเป็นจอ OLED/AMOLED ของรุ่นเรือธง หรือ iPhone ราคาอาจพุ่งไปตั้งแต่ 4,000 - 10,000 บาทหรือสูงกว่านั้น 3. กรณีเมนบอร์ดช็อต/เสียหายหนัก ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการมักจะแนะนำให้เปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ หรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ไปเลย ซึ่งราคาจะสูงมาก (หลายพันจนถึงหลักหมื่น) แต่หากซ่อมร้านตู้หรือร้านนอกที่รับซ่อมเฉพาะจุดที่ช็อตบนบอร์ด ค่าซ่อมอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 - 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่าย ทั้งนี้มีสิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ควรรู้คือ โทรศัพท์ที่น้ำเข้ามักจะถือว่าหมดประกันทันที แม้ว่าเครื่องนั้นจะมีสเปกกันน้ำระดับ IP68 ก็ตาม ทำให้กรณีต้องมีการซ่อม เจ้าของเครื่องจำเป็นจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง เพราะฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ และท่องไว้เสมอว่า "ตกน้ำปุ๊บ ปิดเครื่องปั๊บ" จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์รอดได้เยอะเลยล่ะ ! โทรศัพท์ร้อนทำไงดี อันตรายไหม มาดูวิธีแก้ฉบับทำเองได้ง่าย ๆ กัน โทรศัพท์ร้อน เอาไปแช่ตู้เย็นได้ไหม ? iPhone เครื่องร้อน iPad ก็ร้อน แก้ปัญหายังไงดี ? มือถือตกน้ำ ควรทำยังไง ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม โทรศัพท์ตก เคลมได้ไหม จะหมดประกันหรือไม่